สาระน่ารู้


กระทรวงพลังงาน แนะนำโซลาเซลล์ ทางเลือกลดค่าไฟ เหมาะสำหรับครัวเรือนแบบใด


          ในภาวะที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อประชาชน “ค่าไฟฟ้า” และ “ค่าน้ำมัน” คือรายจ่ายสำคัญที่กระทบทุกครัวเรือน รัฐบาลจึงเร่งเดินหน้ามาตรการลดภาระประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวทางด้านพลังงานที่ไม่เพียงแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ยังมุ่งสร้างความมั่นคงในระยะยาว


          ล่าสุด นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประกาศเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงาน ลดราคาน้ำมัน ดูแลค่าไฟ และเร่งส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นทิศทางสำคัญที่ทำให้ “พลังงานแสงอาทิตย์” กลายเป็นทางเลือกที่ประชาชนควรศึกษาอย่างจริงจัง


          มาตรการเร่งด่วนของกระทรวงพลังงาน คือการช่วยลดภาระค่าไฟให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน โดยตั้งเป้าให้จ่ายค่าไฟไม่เกินหน่วยละ 3 บาท เริ่มในรอบบิลเดือนมิถุนายน 2569 ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย ก็ยังได้รับสิทธิลดค่าไฟใน 200 หน่วยแรกเช่นกัน สะท้อนความพยายามดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างสมดุล


          แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือการมองไปข้างหน้า ด้วยการสนับสนุนให้ประชาชน “ผลิตไฟฟ้าใช้เอง” ผ่านระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ซึ่งนายเอกนัฏ ระบุชัดว่า รัฐจะสนับสนุนผ่านหลายมาตรการ ทั้งแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แพ็กเกจสินเชื่อ สิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน หรือ Net Billing ที่มีแนวคิดรับซื้อไฟจากประชาชนในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยนี่คือแนวคิดที่เปลี่ยนบ้านเรือนจาก “ผู้ใช้ไฟ” ให้เป็น “ผู้ผลิตไฟ” และช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนได้จริง


          คำถามสำคัญคือ โซลาร์เซลล์เหมาะกับใคร? คำตอบคือ เหมาะอย่างยิ่งกับบ้านหรือกิจการที่ใช้ไฟมากในช่วงเวลากลางวัน เช่น เปิดแอร์ต่อเนื่อง ใช้ปั๊มน้ำ ทำงานจากบ้าน ร้านค้า ร้านอาหาร สำนักงาน หรือกิจการขนาดเล็ก โดยเฉพาะบ้านที่มีค่าไฟตั้งแต่ 3,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป จะเห็นผลประหยัดชัดเจน


          ด้านต้นทุนติดตั้ง ปัจจุบันระบบ On-Grid ซึ่งนิยมใช้ในบ้านพักอาศัย มีราคาลดลงมากเมื่อเทียบอดีต เช่น ระบบ 3 กิโลวัตต์ ประมาณ 120,000 – 180,000 บาท ระบบ 5 กิโลวัตต์ ประมาณ 180,000 – 250,000 บาท หากเลือกขนาดเหมาะสมกับการใช้งาน สามารถคืนทุนเฉลี่ยใน 5 – 8 ปี ขณะที่แผงมีอายุใช้งานมากกว่า 25 ปี


          ตัวอย่างเช่น ระบบ 5 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟได้ประมาณ 700 – 800 หน่วยต่อเดือน ช่วยลดค่าไฟอย่างมีนัยสำคัญ หากใช้ไฟเองในเวลากลางวัน และหากมีไฟเหลือยังสามารถขายคืนเข้าระบบได้ในอนาคตตามหลักเกณฑ์ที่รัฐกำหนด


          อย่างไรก็ตาม การติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ใช่เรื่องซื้อแล้วจบ แต่ต้องวางแผนให้เหมาะกับตนเอง ประชาชนควรพิจารณา 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่

 

  1. ตรวจสอบค่าไฟย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน

  2. ดูพฤติกรรมใช้ไฟว่าใช้มากช่วงกลางวันหรือไม่

  3. ตรวจสอบหลังคาว่ารับแดดดี ไม่มีเงาบดบัง

  4. เลือกบริษัทติดตั้งที่ได้มาตรฐาน มีรับประกัน และบริการหลังการขาย


          สิ่งที่น่าชื่นชม คือกระทรวงพลังงานยังตั้งเป้าลดขั้นตอนอนุญาตติดตั้งให้รวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลานานหลายเดือน ให้เหลือเพียงระบบ One Stop Service และติดตั้งแบบไม่ขายไฟคืนให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งหากทำได้จริง จะเป็นการปลดล็อกอุปสรรคสำคัญของประชาชน
โซลาร์เซลล์อาจไม่เหมาะกับทุกบ้าน แต่สำหรับบ้านที่ใช้ไฟตรงเงื่อนไข นี่คือการลงทุนที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเพิ่มอิสระให้ประชาชนบริหารค่าใช้จ่ายของตนเอง เมื่อรัฐเปิดทาง สนับสนุนจริง และลดขั้นตอนจริง ประชาชนก็ควรใช้โอกาสนี้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพราะพลังงานจากแสงแดด อาจเป็นคำตอบสำคัญของชีวิตที่มั่นคงขึ้นในวันข้างหน้า


ที่มา : https://www.facebook.com/Sumnakkaow.PRD/posts/pfbid02448adeZtLP72ZWtCKzE33CHSvp2gJLg4BL7Fs1hKSoXGbeNMtGNaMSTLG9pwsSMLl